วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

“84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” นิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ ที่โคราช

“84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” นิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ ที่โคราช

เมื่อเร็วๆ นี้ ฯพณฯ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ “84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” ที่ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ จังหวัดนครราชสีมา โดยความร่วมมือของสำนักราชเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงบประมาณ และสำนักคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(สำนักงาน กปร.)

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจ พระราชดำริ พระปรีชาสามารถ และผลสำเร็จจากแนวพระราชดำริที่ประสบผลสำเร็จจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง ทั่วประเทศ และแนวพระราชดำริในการพัฒนา ดิน น้ำ ป่าไม้ พลังงานทดแทน อาชีพ ตลอดจนเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ก่อให้เกิดคุณูปการต่อประชาชน และประเทสชาติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศได้เรียนรู้และร่วมสานต่อแนวพระราชดำริให้เกิดความมั่นคงต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติตลอดไป

นิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ “84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” ครั้งนี้ จัดขึ้น 3 วัน ซึ่งนอกจากจะมีการจัดนิทรรศการแล้ว ยังมีการจัดเสวนาเรื่อง “การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : คิดให้ได้ใช้ให้เป็น” โดยต้นแบบความสำเร็จจากการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย นายจันทร์ที ประทุมภา ผู้รับรางวัลถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากกการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ นายฐิติศักดิ์ ฐิติพงศ์ทัพพ์ ผู้รับรางวัลโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี ประเภทธุระกิจขนาดใหญ่ และผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์นางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ รางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประเภทองค์กรภาครัฐส่วนภูมิภาค

การเสวนาในหัวข้อ “การสัมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษเรื่อง การสร้างเครือข่ายโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยพลโท ธวัธชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 การบรรยายพิเศษ เรื่อง แนวทางการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยนายระพี ผ่องบุพกิจผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

อีกทั้งยังมีการเสวนาเรื่อง “องค์ความรู้และการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” จากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ได้แก่ นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ รองเลขาธิการ กปร. พลโท จีระศักดิ์ ชมประสพ แม่ทัพน้อยที่ 2 และนายชนะไชย วัฒนา ผอ.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องอีกหนึ่งกิจกรรมคือ การประกวดขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ระดับภูมิภาค เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสำนึกในพระอัจริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยผู้ชนะเลิศในการประกวดจะได้รับถ้วยรางวัลของ ฯพณฯ นายพลากร สุววรณรัฐ องคมนตรี พร้อมทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท สำหรับรองชนะเลิศ 2 รางวัล จะได้รับถ้วย ฯพณฯ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมทุนการศึกษา 15,000 บาท และรางวัลชมเชยจำนวน 3 รางวัล จะได้รับถ้วยนายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการ กปร. พร้อมทุนการศึกษา 10,000 บาท โดยผู้ชนะเลิศจะได้ข้าเร่วมแข่งขันในระดับประเทศเพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในวันที่ 24-27 พฤศจิกายน นี้

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศยังได้รับสิทธิ์ในการบันทึกเสียงเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้กับสำนักงาน กปร. ในวาระโอกาสต่อไปอีกด้วย

ฯพณฯ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เพียงทรงเป็นองค์ประมุขของประเทศ แต่ทรงเป็นบุคคลที่ทรงเป็นแบบอย่างของคนไทยในทุกๆ ด้าน ผู้ใดที่สามารถปฏิบัติตามพระองค์ได้จะส่งผลให้ชีวิตมีแต่ความสุขความเจริญ

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยือนพสกนิกรของพระองค์ทั่วทุกภูมิภาคมากว่า 60 ปี โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เสด็จพระราชดำเนินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ได้ทรงค้นพบปัญหานานัปการของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ชนบทห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อีสานนี้ ทรงพบปัญหาหลักคือเรื่องของน้ำ การขาดแคลนน้ำ การกักเก็บน้ำ และต่อมาจึงมีพระราชดำริให้มีการพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่องเสมอมา”

ฯพณฯ องคมนตรี กล่าวอีกว่า สำหรับองค์ความรู้ด้านดิน น้ำ ป่า และสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน หากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบโดยตรงหรือชุมชนสามารถนำไปปฏิบัติตามหลักภูมิสังคมจะทำให้ชุมชนเกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืนและรอดพ้นจากภัยภิบัติ หากหมู่บ้านใดมีความเข้มแข็งตั้งมั่นในความไม่ประมาทแล้ว จะสามารถรอดพ้นจากวิกฤติต่างๆ ได้ เช่น ภัยธรรมชาติ หรือแม้แต่วิกฤติทางเศรษฐกิจ ถ้าเราตั้งอยู่บนความพอเพียงก็จะทำให้รอดพ้นไปได้

นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าฯ นครราชสีมา กล่าวว่า ชาวโคราชได้พร้อมใจกันน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาอยู่ในวิถีชีวิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุครบ 7 รอบ 84 พรรษา ในปีนี้ และการได้ชมนิทรรศการจะทำให้ประชาชนและเยาวชนได้ตระหนักถึงพระมหากรุณธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

“ชาวโคราชทุกภาคส่วนได้ยึดถือเอาแนวพระราชดำรินอกจากเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว เราดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสานเพื่อให้พี่น้องประชาชน สามารถยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเองมาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เราเผชิญหน้าอยู่ นอกเหนือไปจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 39 โครงการ ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ 32 อำเภอของโคราช” ผู้ว่าฯ นครราชสีมากล่าว

ด้าน ด.ญ.ศิริลักษณ์ เกตุชัย หรือ น้องเจน นักเรียนชั้นป.6 จากโรงเรียนบ้านนาใหญ่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา เป็นหนึ่งในจำนวนนักเรียนจากหลายโรงเรียนที่มีโอกาสเดินทางมาชมนิทรรศดังกล่าว ซึ่งน้องเจนกล่าวความรู้สึกภายหลังจากได้เดินชมนิทรรศการฯ ว่า การชมนิทรรศการในครั้งนี้ทำให้ทราบว่าในหลวงทรงทำอะไรเพื่อประชาชนไทยบ้าง ถึงแม้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่อยู่ในภาคอีสานและในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาจะมีจำนวนมาก แต่ตนและเพื่อนก็ไม่เคยทราบมาก่อน ดังนั้น การได้ชมนิทรรศการฯ ในวันนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้เราได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อคนไทยเป็นอย่างดี

ส่วน นางสัจจพร เลาหะนาคีวงศ์ ได้เปิดเผยหลังจากเดินชมนิทรรศการฯ ว่า มีความประทับใจแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียงและจะน้อมนำไปปฏิบัติ

“มีความตื้นตันที่มีพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเล็งเห็นว่าประชาชนอยู่อย่างอดยาก ทรงเล็งเห็นแม้เราจะเป็นประชาชนธรรมดา พระองค์ไม่ได้มองเห็นเราทุกคนโดยตรง แต่พระองค์ได้พระราชทานเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ พระองค์อยากให้เราอยู่อย่างพอเพียง ไม่ต้องไปหาที่อื่นทำกิน ปลูกข้าว ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ซึ่งเราสามารถนำไปใช้ได้จริง พอได้มาศึกษาเกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ก็มีความสนใจและจะนำกลับไปทำที่บ้าน

นางสัจจพร กล่าวอีกว่า จะตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการดำรงชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการรู้จักประมาณตนและพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด พร้อมทั้งขอพระมีพระชนมายุยิ่งยืนนานและขอให้พระองค์อยู่คู่คนไทยตลอดไป

พระมหากรุณาธิคุณ / มั่นจิตร ดีลาส

สยามรัฐ

ไม่มีความคิดเห็น: