วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

“84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” นิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ ที่โคราช

“84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” นิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ ที่โคราช

เมื่อเร็วๆ นี้ ฯพณฯ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ “84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” ที่ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ จังหวัดนครราชสีมา โดยความร่วมมือของสำนักราชเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงบประมาณ และสำนักคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(สำนักงาน กปร.)

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจ พระราชดำริ พระปรีชาสามารถ และผลสำเร็จจากแนวพระราชดำริที่ประสบผลสำเร็จจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง ทั่วประเทศ และแนวพระราชดำริในการพัฒนา ดิน น้ำ ป่าไม้ พลังงานทดแทน อาชีพ ตลอดจนเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ก่อให้เกิดคุณูปการต่อประชาชน และประเทสชาติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศได้เรียนรู้และร่วมสานต่อแนวพระราชดำริให้เกิดความมั่นคงต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติตลอดไป

นิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ “84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” ครั้งนี้ จัดขึ้น 3 วัน ซึ่งนอกจากจะมีการจัดนิทรรศการแล้ว ยังมีการจัดเสวนาเรื่อง “การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : คิดให้ได้ใช้ให้เป็น” โดยต้นแบบความสำเร็จจากการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย นายจันทร์ที ประทุมภา ผู้รับรางวัลถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากกการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ นายฐิติศักดิ์ ฐิติพงศ์ทัพพ์ ผู้รับรางวัลโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี ประเภทธุระกิจขนาดใหญ่ และผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์นางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ รางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประเภทองค์กรภาครัฐส่วนภูมิภาค

การเสวนาในหัวข้อ “การสัมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษเรื่อง การสร้างเครือข่ายโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยพลโท ธวัธชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 การบรรยายพิเศษ เรื่อง แนวทางการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยนายระพี ผ่องบุพกิจผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

อีกทั้งยังมีการเสวนาเรื่อง “องค์ความรู้และการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” จากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ได้แก่ นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ รองเลขาธิการ กปร. พลโท จีระศักดิ์ ชมประสพ แม่ทัพน้อยที่ 2 และนายชนะไชย วัฒนา ผอ.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องอีกหนึ่งกิจกรรมคือ การประกวดขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ระดับภูมิภาค เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสำนึกในพระอัจริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยผู้ชนะเลิศในการประกวดจะได้รับถ้วยรางวัลของ ฯพณฯ นายพลากร สุววรณรัฐ องคมนตรี พร้อมทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท สำหรับรองชนะเลิศ 2 รางวัล จะได้รับถ้วย ฯพณฯ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมทุนการศึกษา 15,000 บาท และรางวัลชมเชยจำนวน 3 รางวัล จะได้รับถ้วยนายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการ กปร. พร้อมทุนการศึกษา 10,000 บาท โดยผู้ชนะเลิศจะได้ข้าเร่วมแข่งขันในระดับประเทศเพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในวันที่ 24-27 พฤศจิกายน นี้

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศยังได้รับสิทธิ์ในการบันทึกเสียงเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้กับสำนักงาน กปร. ในวาระโอกาสต่อไปอีกด้วย

ฯพณฯ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เพียงทรงเป็นองค์ประมุขของประเทศ แต่ทรงเป็นบุคคลที่ทรงเป็นแบบอย่างของคนไทยในทุกๆ ด้าน ผู้ใดที่สามารถปฏิบัติตามพระองค์ได้จะส่งผลให้ชีวิตมีแต่ความสุขความเจริญ

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยือนพสกนิกรของพระองค์ทั่วทุกภูมิภาคมากว่า 60 ปี โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เสด็จพระราชดำเนินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ได้ทรงค้นพบปัญหานานัปการของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ชนบทห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อีสานนี้ ทรงพบปัญหาหลักคือเรื่องของน้ำ การขาดแคลนน้ำ การกักเก็บน้ำ และต่อมาจึงมีพระราชดำริให้มีการพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่องเสมอมา”

ฯพณฯ องคมนตรี กล่าวอีกว่า สำหรับองค์ความรู้ด้านดิน น้ำ ป่า และสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน หากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบโดยตรงหรือชุมชนสามารถนำไปปฏิบัติตามหลักภูมิสังคมจะทำให้ชุมชนเกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืนและรอดพ้นจากภัยภิบัติ หากหมู่บ้านใดมีความเข้มแข็งตั้งมั่นในความไม่ประมาทแล้ว จะสามารถรอดพ้นจากวิกฤติต่างๆ ได้ เช่น ภัยธรรมชาติ หรือแม้แต่วิกฤติทางเศรษฐกิจ ถ้าเราตั้งอยู่บนความพอเพียงก็จะทำให้รอดพ้นไปได้

นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าฯ นครราชสีมา กล่าวว่า ชาวโคราชได้พร้อมใจกันน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาอยู่ในวิถีชีวิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุครบ 7 รอบ 84 พรรษา ในปีนี้ และการได้ชมนิทรรศการจะทำให้ประชาชนและเยาวชนได้ตระหนักถึงพระมหากรุณธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

“ชาวโคราชทุกภาคส่วนได้ยึดถือเอาแนวพระราชดำรินอกจากเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว เราดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสานเพื่อให้พี่น้องประชาชน สามารถยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเองมาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เราเผชิญหน้าอยู่ นอกเหนือไปจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 39 โครงการ ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ 32 อำเภอของโคราช” ผู้ว่าฯ นครราชสีมากล่าว

ด้าน ด.ญ.ศิริลักษณ์ เกตุชัย หรือ น้องเจน นักเรียนชั้นป.6 จากโรงเรียนบ้านนาใหญ่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา เป็นหนึ่งในจำนวนนักเรียนจากหลายโรงเรียนที่มีโอกาสเดินทางมาชมนิทรรศดังกล่าว ซึ่งน้องเจนกล่าวความรู้สึกภายหลังจากได้เดินชมนิทรรศการฯ ว่า การชมนิทรรศการในครั้งนี้ทำให้ทราบว่าในหลวงทรงทำอะไรเพื่อประชาชนไทยบ้าง ถึงแม้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่อยู่ในภาคอีสานและในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาจะมีจำนวนมาก แต่ตนและเพื่อนก็ไม่เคยทราบมาก่อน ดังนั้น การได้ชมนิทรรศการฯ ในวันนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้เราได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อคนไทยเป็นอย่างดี

ส่วน นางสัจจพร เลาหะนาคีวงศ์ ได้เปิดเผยหลังจากเดินชมนิทรรศการฯ ว่า มีความประทับใจแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียงและจะน้อมนำไปปฏิบัติ

“มีความตื้นตันที่มีพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเล็งเห็นว่าประชาชนอยู่อย่างอดยาก ทรงเล็งเห็นแม้เราจะเป็นประชาชนธรรมดา พระองค์ไม่ได้มองเห็นเราทุกคนโดยตรง แต่พระองค์ได้พระราชทานเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ พระองค์อยากให้เราอยู่อย่างพอเพียง ไม่ต้องไปหาที่อื่นทำกิน ปลูกข้าว ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ซึ่งเราสามารถนำไปใช้ได้จริง พอได้มาศึกษาเกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ก็มีความสนใจและจะนำกลับไปทำที่บ้าน

นางสัจจพร กล่าวอีกว่า จะตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการดำรงชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการรู้จักประมาณตนและพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด พร้อมทั้งขอพระมีพระชนมายุยิ่งยืนนานและขอให้พระองค์อยู่คู่คนไทยตลอดไป

พระมหากรุณาธิคุณ / มั่นจิตร ดีลาส

สยามรัฐ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

นับตั้งแต่วันที่ทรงขึ้นครองราชย์เป็นต้นมา เป็นเวลากว่า ๖๐ ปีแล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย และทรงปฏิบัติพระราชภารกิจ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ เมื่อฉบับที่แล้ว ผมได้นำเสนอบทสรุปปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ของท่านอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ที่ได้ให้เกียรติเป็นประธานในงานปาฐกถาพิเศษ ๘๔ พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา ที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ (สำนักงาน กปร.) เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ณ บางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทารา แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

ตั้งแต่ฉบับนี้เป็นต้นไป ผมขอเสนอเกี่ยวกับรายละเอียดของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในแต่ละแห่ง โดยเริ่มจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ แห่งแรก ก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๒๒ ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ดังนี้

แนวคิดและหลักการ : ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มีหลักการสำคัญ ๆ ในการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เป็นไปตามพระราชดำริ และบรรลุวัตถุประสงค์ ดังนี้

หลักการที่หนึ่ง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาขึ้นเพื่อมุ่งช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความทุกข์ยาก เดือดร้อน ที่ราษฎรกำลังประสบ พระองค์พระราชทานพระราชดำรัสถึงความจำเป็นนี้ว่า "…ถ้าปวดหัวก็คิดอะไรไม่ออก …เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน แต่ปวดหัว ใช้ยาแก้ปวด… หรือยาอะไรก็ตามแก้ปวดหัวมันไม่ได้แก้อาการจริง แต่ต้องแก้ปวดหัวก่อน เพื่อที่จะให้อยู่ในสภาพที่คิดได้แล้วอีกอย่างก็คือ แบบ Macro นี้ เขาจะทำแบบรื้อทั้งหมด ฉันไม่เห็นด้วย… อย่างบ้านคนอยู่ เราบอกบ้านนี้มันผุตรงโน้น ผุตรงนี้ ไม่คุ้มที่จะไปซ่อม… เอาตกลงรื้อบ้านนี้ระเบิดเลย เราจะไปอยู่ที่ไหน ไม่มีที่อยู่ ต้องค้ำเสียก่อนแล้วค่อย ๆ ทำ จะไประเบิดหมดไม่ได้…”

หลักการที่สอง การพัฒนาต้องเป็นไปตามขั้นตอน ตามลำดับความจำเป็น และประหยัด : พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้คำว่า “ระเบิดจากข้างใน" นั่นคือทำให้ชุมชนหมู่บ้าน มีความเข้มแข็งก่อนแล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชน หมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว ดังแนวพระราชดำรัสต่อไปนี้

"… การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชน โดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจจะกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยะประเทศหลายประเทศที่กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้… การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพ และตั้งตัวให้มีความพอกิน พอใจ ก่อนอื่นเป็นพื้นฐานนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าระดับที่สูงต่อไป โดยแน่นอนส่วนการถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญให้ค่อยเป็นไปตามลำดับ ด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์ …"

หลักการที่สาม การพึ่งตนเอง : ต้องมุ่งพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพ และสามารถ "พึ่งตนเองได้" ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งซึ่งขออัญเชิญมา ความตอนหนึ่งว่า

...การเข้าใจถึงสถานการณ์ของผู้ที่เราจะช่วยเหลือนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การช่วยเหลือให้เขาได้รับสิ่งที่เขาควรจะได้รับตามความจำเป็นอย่าง เหมาะสม จะเป็นการช่วยเหลือที่ได้ผลดีที่สุด เพราะฉะนั้นในการช่วยเหลือแต่ละครั้งแต่ละกรณี จำเป็นที่เราจะพิจารณาถึงความต้องการและความจำเป็นก่อน และต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่เราจะช่วยให้เข้าใจด้วยว่าเขาอยู่ในฐานะอย่างไร สมควรที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร เพียงใด อีกประการหนึ่งในการช่วยเหลือนั้น ควรยึดหลักสำคัญว่า เราจะช่วยเขาเพื่อให้เขาสามารถช่วยตนเองได้ต่อไป…"

หลักการที่สี่ การส่งเสริมความรู้และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ที่เหมาะสม : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าควรที่จะสร้างเสริมสิ่งที่ชาวบ้านชนบทขาดแคลนซึ่งก็คือความรู้ในการทำมาหากิน การทำการเกษตรโดยให้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยทรงเน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องมี "ตัวอย่างของความสำเร็จ" และทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ราษฏรในชนบทมีโอกาสได้รู้ได้เห็นตัวอย่างของความสำเร็จนี้และนำไปปฏิบัติได้เอง จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง "ศูนย์ศึกษาพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาทดลอง วิจัยและแสวงหาความรู้ เทคนิควิชาการสมัยใหม่ที่ราษฎร "รับได้" นำไป "ดำเนินการเองได้" และเป็นวิธีที่ "ประหยัด" เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและการประกอบอาชีพของราษฏรที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศนั้นๆ

หลักการที่ห้า การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าการพัฒนาเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจะมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาการเกษตร จึงทรงมุ่งที่จะให้มีการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศในระยะยาว พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ในการทำนุบำรุงปรับปรุงสภาพของทรัพยากร ธรรมชาติต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างมากที่สุด ทั้งนี้ ก็เพื่อจะเป็นการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนสู่สภาพเดิมและยังได้ส่งเสริมให้ราษฏรรู้จักการใช้ทรัพยากรที่มี อยู่อย่างจำกัดอย่างประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุด ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อประโยชน์ในระยะยาว

หลักการที่หก การส่งเสริมและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม : ด้วยในช่วงแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (.. ๒๕๓๐ - ๒๕๓๔) ปรากฏว่าเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่สูงและรวดเร็ว โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศได้เปลี่ยนไปสู่การผลิตที่มีภาคอุตสาหกรรมและบริการเป็นหลัก มีผลทำให้สังคมไทย เริ่มเปลี่ยนจากสังคมชนบทสู่ความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ความเจริญส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่ในเมืองหลักๆ ในภูมิภาคต่างๆ และรอบกรุงเทพมหานคร ในขณะเดียวกันได้ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริ ที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว

การดำเนินงาน : นอกจากแนวคิดและหลักการ ที่ต้องดำเนินไปอย่างเป็นไปตามขั้นตอน โดยที่จะต้องทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งเสียก่อน แล้วมีการพัฒนาต่อไป ให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ ขณะเดียวกันก็จะต้องอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความรู้เทคนิค วิชาการสมัยใหม่ไปพร้อมๆ กันอย่างไรก็ตาม ในการดำเนินงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น จะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางด้านภูมิศาสตร์และสังคมวิทยาของแต่ละท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกันด้วยเสมอ ดังพระราชดำรัสที่ขออัญเชิญมา ความตอนหนึ่งว่า

...การพัฒนาจะต้องไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ในสังคมวิทยา ภูมิประเทศ ตามสังคมวิทยาคือนิสัยใจคอของคนเราจะไปบังคับให้คนคิดอย่างอื่นไม่ได้ เราต้องแนะนำ เราเข้าไปช่วย โดยที่จะคิดให้เขาเข้ากับเราไปแล้ว เราเข้าไปดูว่าเขาต้องการ อะไรจริงๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจหลักการของการพัฒนานี้ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง…”

แนวทางและวัตถุประสงค์ : การจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำรินี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส ในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๖ ความตอนหนึ่งว่า

“…เป็นการสาธิตการพัฒนาเบ็ดเสร็จ หมายถึง ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกด้านของชีวิตประชาชนที่จะหาเลี้ยงชีพในท้องที่จะทำอย่างไร และได้เห็นวิทยาการ แผนใหม่ จะสามารถที่จะหาดูวิธีการ จะทำมาหากินให้มีประสิทธิภาพ…"

"…ด้านหนึ่งก็เป็นจุดประสงค์ของศูนย์ศึกษาก็เป็นสถานที่สำหรับค้นคว้า วิจัยในท้องที่ เพราะว่าแต่ละท้องที่ สภาพฝน ฟ้า อากาศ และประชาชนในท้องที่ต่างๆ กันก็มีลักษณะแตกต่างกันมากเหมือนกัน…"

"…กรมกองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนทุกด้าน ได้สามารถแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ปรดองดองกัน ประสานกัน ตามธรรมดาแต่ละฝ่ายต้องมีศูนย์ของตน แต่ว่าอาจ จะมีงานถือว่าเป็นศูนย์ของตัวเอง คนอื่นไม่เกี่ยวข้อง และศูนย์ศึกษาการพัฒนา เป็นศูนย์ที่รวบ รวมกำลังทั้งหมดของเจ้าหน้าที่ทุกกรม กอง ทั้งในด้านเกษตรหรือในด้านสังคม ทั้งในด้านหา งานการส่งเสริมการศึกษามาอยู่ด้วยกัน ก็หมายความว่าประชาชนซึ่งจะต้องใช้วิธีการทั้งหลาย ก็สามารถที่จะมาดู ส่วนเจ้าหน้าที่จะให้ความอนุเคราะห์แก่ประชาชนก็มาอยู่พร้อมกันในที่เดียว กันเหมือนกัน ซึ่งเป็นสองด้านก็หมายถึงว่าที่สำคัญปลายทางคือ ประชาชนจะได้รับประโยชน์และ ต้นทางของผู้เป็นเจ้าหน้าที่จะให้ประโยชน์…"

จากการเรียนรู้พระราชดำรัสข้างต้น จึงสรุปได้ว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนามีแนวทางและวัตถุประสงค์ ได้ดังนี้ คือ ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย แลกเปลี่ยนสื่อสารระหว่างนักวิชาการ นักปฏิบัติ และประชาชน พัฒนาแบบผสมผสาน ประสานงานระหว่างส่วนราชการ เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One stop service)

หน่วยงานภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ประกอบด้วย งานพัฒนาด้านต่างๆ ได้แก่ งานพัฒนาที่ดิน งานพัฒนาชุมชน งานเพาะชำกล้วยไม้ งานวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา งานโยธาธิการ งานส่งเสริมและผลิตภัณฑ์พืชสวน งานวิชาการเกษตร งานปศุสัตว์ งานส่งเสริมสหกรณ์ งานสวนพฤกษศาสตร์ และงานประมงสาธิต

การบริการภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ประกอบด้วย

ส่วนแรก เป็นอาคารศิลารมมณีย์ ภายในศูนย์ศึกษาและพัฒนาเขาหินซ้อน ซึ่งเป็นอาคารสำหรับ ให้บริการทางด้านพักอาศัย โดยมีห้องพักด้วยกัน ๑๐ ห้อง

ส่วนที่สอง เป็นอาคารศูนย์ประสานงาน ห้องฉายสไลด์ มัลติมิเดียขนาดความจุ ๑๒๐คน เป็นที่แนะนำศูนย์แห่งนี้ ความป็นมา ภายในศูนย์มีอะไรบ้าง ในการให้บริการนี้ จะเป็นการให้บริการฟรีสำหรับหมู่คณะที่มาทัศนศึกษาที่ศูนย์แห่งนี้ สามารถติดต่อเพื่อแจ้งความต้องการใช้

ส่วนที่สาม เป็นห้องอบสมุนไพร ภายในศูนย์ฯ ซึ่งมีห้องอบสมุนไพรให้บริการแก่ชาวบ้านทั่วไป

ส่วนที่สี่ เป็นห้องสมุด ห้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภายในศูนย์ และข้อมูลการเกษตรที่มีไว้บริการให้ใช้ในการหาข้อมูลต่างๆ เช่น ประวัติความเป็นมา ตลอดจนแนวทางการพัฒนาของโครงการต่าง ๆ

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ท่านที่สนใจไปทัศนศึกษาที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สามารถติดต่อได้ที่หมายเลข ๐๓๘-๕๙๙-๑๐๕-๖ ครับ

พระบารมีปกเกล้าฯ / ดร.สุทิน ลี้ปิยะชาติ

สยามรัฐ

อนุรักษ์ฟื้นฟูคลองตะแบก จ.ตราด ทำดีเพื่อแผ่นดินถวายพระเจ้าแผ่นดิน

อนุรักษ์ฟื้นฟูคลองตะแบก  จ.ตราด ทำดีเพื่อแผ่นดินถวายพระเจ้าแผ่นดิน

พักหลังนี่ผมไปในโครงการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 กับกรมทรัพยากรน้ำถี่หน่อย ในโครงการ “ทำดีเพื่อแผ่นดินถวายพระเจ้าแผ่นดิน”

ล่าสุดนี่ผมไปพื้นที่ลุ่มน้ำและชุ่มน้ำในความรับผิดชอบของสำนักทรัพยากรน้ำภาค6 ปราจีนบุรีโดยว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ ทองลิ่มผู้อำนวยการ

เดือนพฤษภาคมผลไม้เลื่องชื่อของหลายจังหวัดในภาคตะวันออกอย่าง ปราจีนบุรี ระยอง ตราด จันทบุรีเช่นทุเรียน เงาะ มังคุด สละเป็นต้นสุกงอมออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นปรกติทุกปี ที่จันทบุรีช่วงก่อนกลางเดือนพ.ค.มีเทศกาลทุเรียนโลกด้วย

พื้นที่ลุ่มน้ำและชุ่มน้ำในจังหวัดตราดก็อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักทรัพยารน้ำภาค6 ที่ผมเพิ่งไปมาชาวสวนบางคนในพื้นที่บอกว่าปีนี้ออกจะพิเศษราคาผลไม้แต่ละสวนเป็นกอบเป็นกำ ผลผลิตออกไม่ค่อยพร้อมกันแต่ไล่ๆกันทำให้ขายผลผลิตได้ต่อเนื่อง ราคาขายจึงค่อนข้างดี สาเหตุไม่รู้ว่าเพราะความผันผวนของธรรมชาติหรือเปล่า

ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ ทองลิ่ม ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำภาค6 ออฟฟิตอยู่ที่ปราจีนบุรีชวนไปสัมผัสโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำคลองตะแบก บ้านคันนาสูง ตำบลเทพนิมิต อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราดเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสมหามงคลที่จะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 นี้

คลองตะแบกเป็นคลองน้ำธรรมชาติไหลผ่านหลายหมู่บ้านใน 2 ตำบลคือเทพนิตและตำบลแสนตุ้งมีความยาวเกิน 10 กิโลเมตรรับน้ำแยกมาจากคลองต่างๆปลายทางคลองไหลลงแม่น้ำเวฬุ น้ำไหลผ่านพื้นที่สวนผลไม้ โดยเฉพาะช่วงที่มีการทำฝายกักเก็บน้ำทดขึ้นไปเหนือฝายราว 10 กม.ให้ 4 หมู่บ้านใน 2 ตำบล คือเทพนิมิตและแสนตุ้งราว 800 กว่าไร่ได้รับประโยชน์มีน้ำหล่อเลี้ยงไม้ผลทั้งปี ที่ก่อนหน้าจะมีฝายหน้าฝนน้ำเยอะถึงท่วมพื้นที่ริมคลอง แต่พอหน้าแล้งน้ำไหลลงแม่น้ำหมด พื้นที่คลองลาดเทไม่อาจเก็บน้ำไว้ได้เลย

“ก่อนมีฝายชาวสวนเดือดร้อนกัน เพราะช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จะแล้งจัดแล้วผลไม้ก็ออกช่วงนั้น ต้องมีน้ำ เมื่อน้ำในแหล่งที่เป็นธรรมชาติเดิมไม่เหลือน้ำแล้วชาวบ้านก็ต้องไปหาน้ำมาจากที่อื่นไปซื้อมารดต้นหล่อเลี้ยงผลผลิตให้สุกเสมอกัน ถ้าขาดน้ำผลไม่โต ยิ่งมีฝนตกมาผลก็จะแตกเสียหายชาวสวนก็ลำบาก มีรายจ่ายที่เห็นชัดๆกับการลงทุนแต่รายได้ไม่แน่นอน ยิ่งมีรายเพิ่มจากค่าน้ำด้วยแล้วยิ่งเพิ่มปัญหาให้แต่ละครอบครัวมากยิ่งขึ้น” นายยอดชาย สังขกิจ นายกอบต.เทพนิมิตบอก

นายยอดชายบอกว่า เดือดร้อนกันเป็นปรกติอย่างที่บอกยาวนานมากจึงปรึกษาหารือกันกับลูกบ้านทำแผนกั้นฝายน้ำล้นไปที่สำนักทรัพยากรน้ำภาค6 ขอการสนับสนุนงบประมาณ เพราะได้รู้มาว่ากรมทรัพยากรน้ำ มีโครงการสนองพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำให้ประชาชนนอกเขตชลประทานด้วยเพราะทรงห่วงใยราษฎรในพื้นที่ห่างไกลที่มักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในการประกอบอาชีพ เรื่องน้ำกินน้ำใช้ ได้ทำแผนเสนอไปตอนปี2552 กรมทรัพยากรน้ำก็อนุมัติงบมาทำฝายให้ตรงจุดที่เห็นนี้แหละ

“ตอนนี้น้ำมีแล้วในคลองท่าตะแบก ชาวสวนได้รับประโยชน์แล้วเพราะตั้งแต่สร้างฝายก็สามารถกักเก็บน้ำได้ ถ้าน้ำจำนวนมากก็ไหลผ่านสันฝายไปลงแม่น้ำเวฬุสะดวก แต่ถ้าช่วงไม่มีฝนน้ำอาจจะน้อยแต่ก็เก็บได้ในระดับสันฝาย ก็ยังมีน้ำพอ ส่วนด้านล่างฝายถึงน้ำไม่ได้ไหลไปแต่กว่าจะแห้งก็นานหน่อย ปีที่ผ่านมาผลผลิตดีมาก ปีนี้ก็ดีอย่างที่เห็น” นายกอบต.เทพนิมิตบอกอีกพร้อมทั้งนำผลผลิตมาให้ชิม ช่างโชคดีของผู้ไปเยือนชาวสวนนำทุเรียนพันธุ์เก่าแก่ดั้งเดิมนกกระจิบรสชาติละมุนลิ้นมาให้ชิม พร้อมกับเงาะที่เพิ่งเด็ดมาจากต้นหวานกรอบเสียเหลือเกิน

“การได้น้ำมาด้วยระบบฝายที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ำนี้ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพเสมอต้นเสมอปลายจึงได้ราคา แล้วชาวบ้านต่างรู้ดีว่าราชการมาช่วยเหลือนอกจากเป็นหน้าที่แล้วยังตั้งใจดำเนินการสนองพระมหากรุณาธิคุณในหลวงที่ทรงรู้ว่าน้ำสำคัญแก่ชาวบ้านเกษตรกรแล้วก็ทรงห่วงใยว่าราษฎรเกษตรกรจะเดือดร้อนเพราะไม่มีน้ำ จึงถือว่านี่คือน้ำพระราชทาน หลังจากได้ฝายแล้วก็เรียกลูกบ้านประชุมกันตลอดว่าขอให้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณใช้น้ำอย่างคุ้มค่าที่สุด ช่วยกันดูแลรักษาทำนุบำรุงให้ดีที่สุด แบ่งปันกันใช้ไม่ใช่เอาแต่ความโลภแย่งกันดูดเอาไปใช้โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น พยายามที่จะช่วยให้ถึงพื้นที่ห่างไกลออกไป โดยคำนึงถึงการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงคือไม่ตกอยู่ในความโลภ ขยันหมั่นเพียร อดทน ห่างไกลอบายมุข สามัคคีกัน”

นายยอดชายนายกอบต.เทพนิมิตกล่าวอีกว่าตอนนี้อยากจะขอให้กรมทรัพยากรน้ำสนับสนุนงบฝายเพิ่มอีกจุดหนึ่ง ต้นคลองตะแบก เพื่อให้เก็บกักน้ำไว้แก่ชาวบ้านที่อยู่ต้นๆคลองขึ้นไป

ถึงตรงนี้นายไผท พันธุโรทัยผู้อำนวยการส่วนประสานงานและบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกบอกชาวบ้านว่าพร้อมที่จะเสนอเรื่องไปที่สำนักอย่างรีบด่วน

“โครงการเกี่ยวกับการปรับปรุงแหล่งน้ำพัฒนาแหล่งน้ำอย่างเช่นการขุดลอกคลอง อ่างน้ำหรือกระทั่งทำฝายอย่างทำฝายคลองตะแบกนี้ชาวบ้านต้องเสนอมาก่อนเพราะทางหน่วยงานไม่อาจวิเคราะห์ถึงความต้องการที่แท้จริงได้ จนกว่าจะได้ข้อมูลความต้องการเพราะเดือดร้อนจริงๆจึงส่งเจ้าหน้าที่ไปศึกษาตรวจสอบแล้วส่งเรื่องเข้าสู่ส่วนกลางขออนุมัติดำเนินการ หลังทำฝายแล้วชาวบ้านพอใจมากเพราะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำตอนหน้าแล้งได้จริงๆ พื้นที่ได้รับประโยชน์น่าจะเกิน 500 ไร่งบประมาณที่ใช้ 3 ล้านถ้าคิดเป็นการลงทุน 3 ปีก็คืนทุนแล้ว ผมอยากจะย้ำว่าการดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องน้ำให้เกษตรกรชาวบ้านนั้นเพราะตระหนักถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ฝังอยู่ในใจของคนกรมน้ำว่าน้ำคือชีวิต อันจะนำพาประชาชนดำเนินชีวิตได้ตามวิถีแห่งเศรษฐกิจพอเพียงคือมีน้ำเพื่อการประกอบอาชีพ ทำให้มีงานทำ มีรายได้ในไร่สวน นาของตัวเองแล้วก็ขายได้ โดยตระหนักถึงพระราชดำริว่าต้องขยัน อดทน อดออม สามัคคีพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกันก็จะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละครัวเรือน แต่ละสังคมชุมชนให้ดีขึ้นได้แบบพออยู่พอกินมีความสุขอย่างยั่งยืน นี่ก็จะพิจารณาทำฝายให้อีก ทำเป็นช่วงๆ เมื่อทำเสร็จแล้วก็โอนให้ประชาชนดูแลกันเอง ราชการอย่างกรมน้ำก็เป็นเพียงที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงคอยมาดูแลให้ขวัญกำลังใจกันอบรมให้ความรู้ในการตั้งกลุ่มบริหารจัดการกันเพราะเป็นมรดกของชุมชนแล้ว ทุกคนต้องมีความรักความห่วงแหนสมบัติของตัวเอง โดยทุกคนรู้ว่านี่คือน้ำพระราชทานก็จะต้องดูแลรักษาและใช้สอยอย่างรู้คุณค่าเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคลายพระราชหฤทัยห่วงใยถือได้ว่าเป็นการทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลด้วย” ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ ทองลิ่มผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำภาค6 กล่าว

ก่อนล่ำลาคว้าเงาะใส่ปากอีกลูกหนึ่งติดมือมาอีกสี่ห้าลูกเพื่อซึมซับความหวานกรอบละมุนลิ้นให้จดจำเงาะเมืองตราดไปนานเท่านานบวกความรู้ทิ้งท้ายประจำฤดูกาลผลไม้ เงาะของชาวตำบลเทพนิมิตและแสนตุ้ง 1 ต้นปีนี้ให้ผลผลิตราว 250 โล ราคาโลละ 15 บาทจากสวน ปีนี้ชาวสวนจึงหน้าใสพอใจรายได้ไปตามๆกัน

พระมหากรุณาธิคุณ / เสกสรร สิทธาคม

สยามรัฐ

กรมน้ำฟื้นฟูแหล่งน้ำคลองทราย จ.สระแก้ว โครงการทำดีถวายพระเจ้าแผ่นดิน

กรมน้ำฟื้นฟูแหล่งน้ำคลองทราย จ.สระแก้ว โครงการทำดีถวายพระเจ้าแผ่นดิน

ที่หมายถัดมาไปในโครงการเฉลิมพระเกียรติของกรมทรัพยากรน้ำหนนี้เป็นที่จังหวัดสระแก้วอีกหนึ่งจุดยังเป็นพื้นที่ในความดูแลของว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ ทองลิ่มผอ.สำนักทรัพยากรน้ำภาค6 อยู่เป็นเรื่องของการอนุรักษ์ฟื้นฟูปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อให้มีน้ำทำการเกษตร การอุปโภค อันเป็นการสนองพระราชหฤทัยห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของน้ำที่มีต่อราษฎรของพระองค์

ที่จังหวัดสระแก้วไปดูการอนุรักษ์ปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำในโครงการ “ทำความดีเพื่อแผ่นดินถวายพระเจ้าแผ่นดิน” สนองพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม นี้ ชาวสระแก้วมีอาชีพหลักคือทำนาทำพืชไร่ ผู้ที่ได้รับมอบหมายรับผิดชอบพื้นที่โดยตรงคือคุณชรินทร์ ผ่องแผ้ว ผู้อำนวยการส่วนประสานและบริหารจัดการลุ่มน้ำปราจีนและสระแก้ว พาลุยไปดูพื้นที่โครงการคือคลองทราย ตำบลท่าแยก อำเภอเมืองสระแก้ว ที่มีผู้นำชุมชนประกอบด้วยนายเมืองชวน ศรีหะนาทผู้ใหญ่บ้านหมู่10 ท่ากะบาก นายกำพล โครตสมบัติผู้ใหญ่บ้านหมู่15 ปางสีดา นางกองมี นวนนอก สมาชิกอบต.ท่าแยกหมู่10 นายอภิรดี ศรีปราชญ์ สมาชิกอบต.ท่าแยกหมู่15 นายไกรเลิศ เรืองสา สารวัตรกำนันตำบลท่าแยก นายบุญมา สืบมากำนันตำบลท่าแยก เป็นต้นพร้อมด้วยชาวบ้านเจ้าของพื้นที่คู่ขนานคลอง และระแวกนั้นมาร่วมพบปะกันและพาชมคลอง

ไม่มีใครไปเกณฑ์อะไรกันมาหรอกครับยืนยันได้ เป็นความบังเอิญว่าในเช้าของวันที่ 12 พ.ค.ที่คณะของกรมน้ำไปยังพื้นที่ชาวบ้านย่านนั้นทำบุญเดือนหกนิมนต์พระมาสวดมนต์ถวายภัตตาหารเช้าเป็นสิริมงคลก่อนลงนาสืบทอดประเพณีกันมายาวนานแต่ครั้งอดีต พอ รู้ว่าคณะที่ไปพัฒนาแหล่งน้ำให้มาเยือนถึงที่จึงยังไม่แยกย้ายกันกลับบ้านถือโอกาสไปต้อนรับและพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอหลังพาเดินดูคลองท่ามกลางแดดจ้ากันเรียบร้อย

“เดิมเป็นคลองยาวคั่นพื้นที่การเกษตร 2 หมู่บ้านคือหมู่ 10 บ้านท่ากะบากและหมู่ 15 บ้านปางสีดา ตำบลท่าแยก เป็นคลองเล็กๆ ตื้นเขินรองรับน้ำได้ในความลึกเพียง 1 เมตร กว้างไม่เกิน 7 เมตรในหน้าแล้งจึงไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้เลย แม้น้ำในช่วงหน้าฝนจะเต็มคลองจนถึงทะลักเอ่อล้นท่วมนาแต่เมื่อหมดฝนน้ำก็ไหลไปหมดไม่เหลือไว้ให้ใช้ยามหน้าแล้งเลย”ผู้นำท้องถิ่นช่วยกันอธิบาย

“ชาวบ้านย่านนี้สามารถทำการเกษตรได้เพียงหน้าฝนก็คือทำนาปีละครั้งเดียวเป็นหลักได้ผลผลิตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนักขึ้นอยู่กับฝน ส่วนหน้าแล้งแทบไม่สามารถทำการเกษตรใดได้เลยเพราะไม่มีน้ำ วิถีชีวิตดำเนินไปในลักษณะนี้ยาวนานตั้งแต่ปู่ย่าตายายจนถึงเกือบปัจจุบันก่อนที่กรมน้ำจะมาพัฒนาคลองดังกล่าวให้”

ผู้นำชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มอบต.บอกว่าความเดือดร้อนของชาวบ้านในการประกอบอาชีพจากการขาดแคลนน้ำทำการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักทำให้ชาวบ้านหันหน้ามาปรึกษากัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของนาที่ติดคลองหรือเจ้าของนาที่ห่างคลองที่สุดแล้วลงความเห็นว่าให้ทำเรื่องเสนอไปขอรับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ำผ่านสำนักทรัพยากรน้ำภาค6 บอกเล่าถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนเรื่องแหล่งน้ำปัจจัยหลักของการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิต ที่จะนำพาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้พอมีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ในพื้นที่ตัวเอง พอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างพอมีพอกินพอมีความสุขอย่างยั่งยืนด้วยลำแข้งของตนเอง โดยขอให้ขุดลอกคลองทรายและทำทำนบกั้นกักเก็บน้ำเป็นระยะๆเพื่อจะได้มีน้ำใช้ในการเกษตรในหน้าแล้ง คลองกักน้ำไว้เป็นช่วงๆไม่ให้น้ำไหลแห้งไปทันทีทันใด ให้พอเหลือน้ำไว้ทั้งปี ไม่นานชาวบ้านได้รับแจ้งว่ามีโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อเฉลิมพระเกียรติพอดีกรมน้ำได้จัดงบดำเนินการให้

“ปลายปีงบประมาณ2553 คือเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม สำนักทรัพยากรน้ำภาค6 ลงพื้นที่เชิญชาวบ้านมาแสดงความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่งที่วัดท่ากะบาก จากนั้นจึงได้จัดงบเกือบ 4 ล้านบาทดำเนินการแล้วเสร็จในตอนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา ขุดลอกคลองท่าทรายจนสามารถมีน้ำเพื่อการเกษตรแก่พื้นที่ได้ถึงเกือบ 400 ไร่ ในเกือบ 50 ครอบครัว ที่น่ายินดีก็คือโครงการฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำที่กรมทรัพยากรน้ำดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวบ้านนี้เป็นหนึ่งในโครงการ “ทำดีเพื่อแผ่นดินถวายพระเจ้าแผ่นดิน” ในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 นี้ จึงถือว่าได้ร่วมกันสนองพระมหากรุณาธิคุณเฉลิมพระเกียรติ โดยเฉพาะเจ้าของที่ดินติดคลองที่มองแล้วได้ประโยชน์กว่าพื้นที่ห่างออกไป แต่เบื้องต้นได้เสียสละที่ให้มีการขยายคลองให้กว้างขึ้น แล้วยังได้แสดงถึงความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลที่จะแบ่งปันน้ำโดยวิธีการต่างๆ ให้น้ำได้ถึงพื้นที่ห่างตัวคลองออกไป นับว่าเป็นความดีงามที่ชาวบ้านแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นความสามัคคีกัน เกื้อกูลกัน ชาวบ้านบอกว่าน้ำที่ได้มาจากการพัฒนานี้ต้องถือว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานผ่านกรมน้ำ ชาวบ้านจึงถือว่าได้รับพระมหากรุณาธิคุณจึงตั้งใจที่จะช่วยกันดูแลรักษาพัฒนาโดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าที่สุดถือว่าเป็นการทำความดีถวายเป็นการตอบแทน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ เป็นการเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศล โดยเฉพาะทุกคนมุ่งมั่นที่จะสามัคคีกันไปแก่งแย่งกัน ไม่ทำให้พระองค์ทรงกังวลพระราชหฤทัย”คุณชรินทร์ให้ข้อมูล

ท่ามกลางเปลวแดดแผดแสงในช่วงที่ท้องฟ้าเพิ่งสะเด็ดฝนตกผ่านไปหมาดๆชาวบ้านบอกฝนตกเมื่อก่อนคณะมาเพียง 1 วันท้องฟ้าไม่มีกลุ่มเมฆบังแสงอาทิตย์เลย แสงแดดจึงแรงจัดขณะที่ชาวบ้านพาเดินชมคลองทรายที่ทอดยาวราว 2 กม.ด้วยงบประมาณของกรมน้ำเกือบ 4 ล้านบาทเล่นเอาผิวเกรียมไปตามๆกันโดยเฉพาะผิวบางอย่างผม

น้ำในคลองลอกใหม่จากการประเมินด้วยสายจะยังไม่มากนักแต่ก็น่าจะมีราวๆครึ่งหนึ่งของความจุเพียงพอต่อการใช้รดพืชผักระยะสั้นได้พอสมควร ตอนนี้ย่างเข้าฝนฝนเทลงมาอีกไม่กี่ครั้งก็จะเต็มคลอง อาจใช้ไปได้ถึงฝนหน้าทีเดียว คณะที่ไปเยือนจึงได้เห็นผลผลิตเสริมจากการเกษตรหลักอย่างการทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์เป็นต้น อย่างการปลูกถั่วฝักยาว ปลูกพริกบนคันคลองถือเป็นการทดลองดินใหม่ที่ขุดขึ้นไปจากใต้คลอง การเตรียมการเพื่อปลูกกกริมน้ำละยาวไปตามคลอง แล้วก็เตรียมการปลูกหญ้าแฝกโดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริเพื่อกันการพังทลายของดินจากคันคลองแล้วก็สามารถที่จะกักตะกอนดินเพื่อให้เกิดธาตุอาหารบนดินใหม่ด้วย

วันนี้ความเป็นอยู่ทางกายภาพของชาวบ้านจะยังไม่ดีขึ้นทันทีทัน ยังไม่มีรายได้จากผลผลิตที่เพิ่งเริ่มผลิกิ่งใบ แต่เชื่ออีกไม่กี่ฝนจะปรากฏความเจริญงอกงามทำให้มีผลผลิตเพิ่ม มีรายได้ มีงานเพิ่ม ส่วนที่เห็นผลวันนี้ทันทีทันใดคือหัวใจที่เปี่ยมสุขถ่ายทอดออกมาทางสีหน้าที่ยิ้มแย้ม สุขอันเกิดจากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานแหล่งน้ำผ่านส่วนราชการอย่างกรมน้ำ

และอีกไม่กี่วันการทำนาปีก็จะเริ่มขึ้นแล้ว ฝนฤดูนี้จะเพิ่มน้ำให้เต็มลำคลอง น้ำในคลองทรายของคนท่าแยกพร้อมที่จะแสดงศักยภาพสร้างความงอกงามให้นาข้าวในอีกไม่ช้า

“เป็นความโชคดีของคนไทยของประเทศไทยอย่างที่สุดที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีพระอัจฉริยภาพหลายด้านโดยเฉพาะทางด้านน้ำ เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าน้ำมีความสำคัญต่อสรรพชีวิต ด้วยพระราชหฤทัยห่วงใยราษฎร พระองค์จึงทรงทุ่มเทศึกษาค้นคว้าถึงการพัฒนาแหล่งน้ำแล้วพระราชทานสู่ประชาชนนับเกิน 2 พันโครงการเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกร ทรงตระหนักถึงความสำคัญของน้ำว่าคือชีวิต สรรพสิ่งจะเจริญงอกงามพัฒนาต้องมีน้ำ กรมทรัพยากรน้ำตระหนักถึงพระราชหฤทัยห่วงใยที่ทรงมีต่อพสกนิกรนี้จึงได้สนองพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว โดยการสนองพระราชดำริจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำโดยต่อยอดมาจากลุ่มน้ำ พัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำแล้วก็พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในท้องถิ่นเพื่อการอุปโภคบริโภคน้ำสะอาดแล้วก็น้ำเพื่อการเกษตรในรูปแบบต่างๆทั้งแบบอ่างน้ำ ฝายทดน้ำ ขุดลอกคลอง พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษาเช่นปลูกป่าให้เกิดการอนุรักษ์น้ำใต้ดินป่าคือแหล่งต้นน้ำลำธาร การปลูกป่าจึงเป็นหลักการหนึ่งที่เดินตามรอยพระยุคลบาท การดำเนินโครงการฟื้นฟูพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสมหามงคลนี้ ทั้งในความเป็นข้าราชการทีมีหน้าที่สนองพระมหากรุณาธิคุณบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน ผ่อนพระราชหฤทัยห่วงใยที่ทรงมีต่อพสกนิกรโดยเฉพาะความทุกข์อันเกิดจากความอดอยากยากจนแล้ว ยังถือโอกาสเชิญชวนประชาชนทำความดีถวาย โดยการปลูกฝักให้เดินตามรอยพระยุคลบาทเศรษฐกิจพอเพียง บนความขยันหมั่นเพียร อดทน อดออม ไม่โลภ ห่างไกลอบายมุข มีความสมัครสมานสามัคคีกันสร้างความสุขสงบให้แก่ตนเอง ครอบครัว ชุมชน และชาติบ้านเมืองเพื่อถวายเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอย่างน้อยที่สุดก็ในวโรกาสมหามงคลปีนี้”ว่าที่รต.สมศักดิ์ ทองลิ่ม ผอ.สำนักทรัพยากรน้ำภาค 6

พระมหากรุณาธิคุณ /เสกสรร สิทธาคม

สยามรัฐ